ทุกเช้าหลวงพ่อพระครูภาวนาฯ ท่านจะออกบิณฑบาตกับหลวงพี่โน๊ต หลวงพี่อ๊อด เมื่อกลับจากบิณฯ ท่านจะฉันจังหันร่วมกับพระลูกวัดในศาลาหลังใหญ่ เมื่อเสร็จจากภัตกิจท่านมักจะอยู่เงียบๆ ที่กุฏิของท่าน มองเข้าไปมักจะเห็นท่านเดินจงกรม
นั่งสมาธิ ถ้าช่วงค่ำท่านจะนั่งหน้าโต๊ะหมู่บูชาใต้ถุนกุฏิ เปิดไฟดวงโคมส่องหนังสือ สวดมนต์ยาวนานนับชั่วโมง
เมื่อออกพรรษาแล้ว แก๊งเด็กวัดจะลาศีล๘ สมาทานศีล ๕ หาอาหารเย็นเล็ก ๆ น้อย ๆมาขบเคี้ยว ฉลองกับที่อดอยากมานานตลอด 3 เดือน เวลาตั้งวงกินเราก็ต้องมีเรื่องคุยให้เจริญอาหาร เรื่องที่น่าเล่าสู่กันฟังก็ไม่พ้นเรื่องเจ้าอาวาส

วันหนึ่งผู้เขียนบ่นเบาๆ ขึ้นว่า “หลวงพ่อนี่ท่านสบายนะ วัน ๆ ท่านเดินยิ้มไปยิ้มมา พวกเราลำบาก เดินกันตีนขวิด วัน ๆ แทบจะไม่มีเวลาส่วนตัว เดี๋ยวก็บรรจุซองกฐิน เดี๋ยวก็บรรจุซองผ้าป่า เหนื่อย ”
เด็กวัดรุ่นน้องรีบห้าม “อย่าพูดอย่างนั้น ท่านบิณฑบาตเลี้ยงพวกเราทุกวัน หนูสงสารท่านน้ำตาจะไหล”
เออก็จริง ลืมนึกไป !
วันต่อมา หลวงพ่อเห็นแก๊งด็กวัดอยู่กันพร้อมหน้า ท่านทักว่า ”โยม อาตมานั่งสมาธิในกุฏิ ได้ยินเสียงโยมมันลอยเข้าไปชัดเจน เป็นเจ้าอาวาสไม่ใช่สบายนะ คนเข้ามาในวัดมีร้อยแปด เป็นเจ้าอาวาสถ้าวางไม่เป็นมีสิทธิ์เป็นบ้า”
ปกติพูดกันต่อหน้าท่านยังไม่ค่อยได้ยิน นี่กุฏิท่านห่างไกลศาลาซะขนาดนั้น หรือว่าท่านจะหูทิพย์เวลานั่งสมาธิ
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “อยู่กับตัวเองให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจา อยู่กับพระครูภาวนาฯให้ระวังเป็นสองเท่า”
Cr. ผู้เขียน : เด็กวัด


