หลวงพ่อไม่ใช่พระนักเทศน์ แต่ท่านเทศน์น่าฟังมาก คือไม่เยิ่นเย้อยืดยาด และมักจะใช้ประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรมของท่าน ฟังแล้วก่อให้เกิดข้อคิด เกิดกำลังใจกับนักปฏิบัติธรรมที่ทำความเพียรมาทั้งวันท่านกล่าวว่า “ปฏิบัติวิปัสสนาเหนื่อย ถ้าปฏิบัติแล้วสบาย ไม่มีทุกขเวทนา คือ ปฏิบัติผิด”
ผู้เริ่มปฏิบัติใหม่ ถ้าไม่เคร่งเกินไปก็จะหย่อนเกินไป
คือพูดคุยบ้าง ไม่ปฏิบัติบ้าง และทิ้งการกำหนดบ้าง
หลวงพ่อให้ข้อคิดเรื่องนี้ว่า
“ วิปัสสนา จะว่ายากก็ไม่ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย
เหมือนการปอกกล้วย ถ้าปฏิบัติผิดก็เหมือนปอกกล้วยดิบ ถ้าปฏิบัติถูกก็เหมือนปอกกล้วยสุก
ผู้ปฏิบัติต้องเป็นคนช่างสังเกตุ
ต้องปรับอินทรีย์เป็นจึงจะก้าวหน้า
วิริยะคู่สมาธิ ปัญญาคู่ศรัทธา
สติเป็นตัวเอกไม่ต้องมีคู่ สติยิ่งมากยิ่งดี”
มาปฏิบัติธรรม 3 วันเหมือนฝันไป



อนุบาลเรียน 3 ปี ชั้นประถมเรียน 6 ปี มัธยมต้นเรียน 3 ปี มัธยมปลาย 3 ปี มหาวิทยาลัยเรียน 4 ปี รวม 19 ปีจึงจบปริญญา
มาเรียนวิปัสสนาเพียง 3 วัน คร่ำเคร่งจะเอาให้สำเร็จ
โบราณว่า ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม รีบเร่งไวๆ จะได้ไปโรงพยาบาล (โรคประสาท)
ถามว่ามา 3 วันได้อะไร ได้วิธีเดินจงกรม -นั่งสมาธิ ได้วิธีกำหนด แล้วเอากลับไปทำที่บ้านทุกวัน
เวลาเดินกำหนดขวา-ซ้ายให้เป็นนิสัย นั่งสมาธิทุกวัน”
ท่านสรุปว่า
“กำหนดกับไม่กำหนดมันห่างไกลกันมาก ห่างกันเหมือนมหาสมุทรฝั่งนี้กับฝั่งโน้น”
ท่านชี้มือยืดแขนออกไปจนสุด “ ห่างเหมือนก้นเหวกับยอดเขา ห่างเหมือนมหาอเวจีนรกกับพระนิพพาน”
การกำหนดคือการเจริญสติ หลวงพ่อจึงเตือนเสมอว่า
“จงเป็นผู้มีสติในทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด”
เครดิตผู้เขียน : เด็กวัด



