อุปสรรคของผู้ปฏิบัติธรรม คือ นิวรณ์ แปลว่าเครื่องกั้นความดี มี ๕ ชนิด คือ
๑. กามฉันทะนิวรณ์
๒. พยาบาทนิวรณ์
๓. ความง่วงเหงาหาวนอน
๔. ความฟุ้งซ่าน
๕. ความลังเลสงสัย
เมื่อผู้ปฏิบัติ ตั้งอกตั้งใจภาวนาจน ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา (พละ๕) มีกำลังแล้ว นิวรณ์จะลดลง
แต่ทุกขเวทนา “ความปวด” จะปรากฏชัดเจนขึ้น
บัลลังก์นี้ปวดต้นขาขวา บัลลังก์หน้าปวดหน้าแข้งซ้าย อีกบัลลังก์ปวดหลังแล้ววกมาปวดข้อนิ้ว บัลลังก์แล้วบัลลังก์เล่า วันแล้ววันเล่า สรุปว่าไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่มันไม่ปวด
หลวงพ่อเตือนว่า “ปฏิบัติแล้วปวดถูกต้อง แต่ห้ามปวดหัว ถ้าปวดหัวแปลว่าปฏิบัติผิด ต้องรีบมาบอกจะได้แก้ไข”
ผู้เขียนปฏิบัติสมถะมาก่อนจึงเคยชินกับการนั่งสงบสบาย เมื่อเผชิญความปวดจึงขยาดอยากจะหลบ ไปขออนุญาตหลวงพ่อนั่งเพียง๓๐นาทีจะได้ไม่เจอปวด
ท่านสอนว่า
“โยม ถ้าโยมเป็นนักมวย แล้วโยมคิดจะยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงมือชก โยมจะชนะได้อย่างไร
นักปฏิบัติต้องกล้าหาญ ขึ้นเวทีต้องบอกตัวเองว่าสู้ ไม่ใช่วิ่งวนหนีไปรอบๆ เวที
ถ้ามันปวดมาก สู้ไม่ไหว ก็สู้แบบกองโจร ย้ายไปกำหนดที่ทวารอื่น ไปที่เสียง ไปกำหนดได้ยินหนอแทน พอครบเวลาก็ถือว่าเสมอกัน ไม่แพ้ พอเก่งแล้วก็สู้แบบประจัญบาน ยอมตายถวายชีวิต กำหนดปวดหนอ ปวดหนอ กัดฟันกรามสู้ ”
ปวดน่ะดี มันไล่นิวรณ์อื่นได้
ถ้าปวดมาความง่วงหายเกลี้ยง
ปวดเป็นอาจารย์ใหญ่
เพราะแสดงกฎของพระไตรลักษณ์
(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ชัดเจน อย่าหนีปวดนะ
ผู้เขียนจดจำภาพหลวงพ่อทำท่ากำหมัดออกท่าออกทางเป็นนักมวยได้ติดตา เมื่อนั่งสมาธิแล้วปวดมากมายก็จะระลึกนึกภาพท่าน อดทนนั่งจนครบเวลาที่ตั้งไว้ ประโยคเด็ดที่ท่านใช้ให้กำลังใจลูกศิษย์คือ
“ต่อไป ปวดมากกว่านี้อีกนะ” ฟังแล้วสะดุ้งใจดีแท้
“ปวดที่พวกโยมเจอมันเป็นปวดปลอม ๆ ขยับตัวหรือออกจากสมาธิก็หายแล้ว
ถ้าปวดปลอม ๆ ยังทนไม่ได้ วันหนึ่งถ้าป่วยไข้ เป็นโรคที่รักษาไม่หาย
ขยับตัวท่าไหนก็ไม่หายปวด โยมจะทนได้อย่างไร”
“อาตมาไปเยี่ยมไข้พระเถระ ท่านอาพาธหนัก แสดงทุกขเวทนาอันแรงกล้าอยู่บนเตียงโรงพยาบาล
อาตมาเห็นแล้วสงสารก็ปลอบไปตามประสาพระว่า
“ท่าน กำหนดครับ กำหนด” ท่านมองหน้าอาตมา
พอทุเลาลงท่านพูดกับอาตมาว่า “คุณมหา เวลาที่ผมปกติ ผมยังกำหนดไม่ได้ นี่ขันธ์ ๕ ผมกำลังจะแตกทำลาย ผมจะทำได้อย่างไร”
อาตมาก็เห็นจริงอย่างที่ท่านว่า
เมื่อใดที่ผู้ปฏิบัติธรรมเผชิญหน้ากับปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต
ความอดทนอดกลั้นที่เพียรฝึกในห้องกรรมฐานนี่แหละที่จะรักษาจิตให้เป็นปกติ
ดังพุทธภาษิตกล่าวว่า
“จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้”
ผู้เรียบรียงจากคำสอนหลวงพ่อ : เด็กวัด



