





จำพรรษา ณ สวนธรรม 2567
จำพรรษา 2567
ที่ สวนธรรมโคกระกา
วัดสุขสำราญ จ.บุรีรัมย์
โดย : เด็กวัด
การไปอยู่วัดนับว่าดี เพราะได้ไปให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ได้ไปอยู่กับตัวเองจริงๆ ไปวัดใจตัวเอง อยู่บ้านมีแต่คนที่เราพึงพอใจ แต่ไปอยู่วัดมีคนร้อยพ่อพันแม่มาอยู่ร่วมกัน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ล้วนแต่มาพึ่งใบบุญหลวงพ่อ และท่านไม่เคยเลือกว่ายากดีมีจน ท่านรับไว้ทั้งหมด
ด้วยเหตุที่คนเยอะ วัดจึงจำเป็นต้องมีกฎมีระเบียบวางไว้พอเป็นบรรทัดฐานกฎคือ ปิดวาจา ตื่นตี 4 ปฏิบัติภาวนาถึง 3 ทุ่ม ไม่มีโทรศัพท์ให้เล่น ไม่มีใครพูดกับใคร ไม่ให้ออกนอกสวนธรรมฯ โยคีจะอยู่แค่กุฏิ ศาลาภาวนาฯ ศาลาส่งอารมณ์ และโรงฉันทุกวันเหมือนกันหมด ไม่มีทำวัตรเย็น ไม่มีทำวัตรเช้า ส่งอารมณ์ทุกวันอังคาร / วันศุกร์ฟังเทศน์ ทุกวันจันทร์ / วันพฤหัสไม่รู้ว่าวันไหนเป็นวันไหน ทุกวันเหมือนกันหมด แต่ถ้าพระโกนหัวใหม่ๆก็พอจะรู้ว่าเป็นวันพระ เวลาเดินจงกรม/นั่งสมาธิ จะมีเสียงนาฬิกาตีทุก 15 นาที ตีครบ 4 ครั้ง คือครบเวลาเดินเวลานั่งเวลาที่เฝ้าคอยคือเสียงนาฬิกาตี ช่วงต้นพรรษากว่าจะตีแต่ละครั้งรู้สึกว่านาน พอกลางพรรษา15นาทีก็ไม่นาน ช่วงปลายพรรษา15 นาทีแป๊บเดียว
การเดินจงกรม/นั่งสมาธิ ทำให้เห็นว่าทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกาเคลื่อน ไม่มีใครหยุดเขาได้ เวลาในชีวิตเราก็เคลื่อนไปอย่างไม่รู้หยุดหย่อน ผู้อาวุโสอย่างพวกเรา อายุที่เพิ่มขึ้นทุกนาที ชีวิตก็สั้นลงทุกนาทีเช่นกัน การเดินจงกรม/นั่งสมาธิ ไม่เหมือนงานทางโลก งานทางโลกยิ่งทำยิ่งดีขึ้น แต่การเดินการนั่งภาวนาแต่ละบัลลังก์คาดเดาไม่ได้เลย เช่น บัลลังก์นี้ปวดจนแทบจะออกจากสมาธิก่อนเวลา แต่บัลลังก์ต่อมาเพียงแค่ตึงขานิดหน่อย หรือบัลลังก์นี้กำหนดต่อเนื่องลื่นไหลเป็นอัตโนมัติทั้งชั่วโมง บัลลังก์ต่อไปหลับสนิท พอรู้สึกตัวสะเปะสะปะกำหนดมั่วซั่ว ดังนี้เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ คนที่คิดว่ากูแน่จึงอ่อนใจ ยอมแพ้ ยอมรับกับตัวเองว่าไม่ได้แน่จริงอย่างที่เคยคิดต้องทำใจว่าจะดีหรือไม่ดีก็ปฏิบัติไปตามเวลาแต่ละบัลลังก์ สอนใจว่า ชีวิตออกแบบไม่ได้ ไม่เที่ยง เป็นไปตามเหตุปัจจัยของเขา คาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ ทุกบัลลังก์จะดีหรือไม่ดีก็ต้องจบเหมือนแต่ละช่วงเวลาของชีวิต จะทุกข์หรือสุขก็ล้วนจบลงทั้งสิ้น
พรรษานี้เสียน้ำตามากเหลือเกิน สงสารทุกชีวิตที่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีใครเลยที่สมควรจะได้รับความโกรธความเกลียด เราทุกคนตกเป็นเหยื่อของกิเลสเพราะความไม่รู้ พอเป็นเหยื่อแล้วก็ต้องชดใช้วิบาก ด้วยความทุกข์กาย ทุกข์ใจ พวกเรานี่นับว่าอยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด ทานต้องให้ ศีลต้องรักษา ภาวนาต้องเจริญพวกเราเป็นคนมีบุญ ไม่เสียชาติเกิดที่ได้มาพบวิชาวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้มาเป็นลูกศิษย์พระเดชพระคุณพระครูภาวนาวิหารธรรม วิ. หรือ พระอาจารย์มหาเหล็ก หรือหลวงพ่อเหล็กข้าวทุกคำน้ำทุกหยด หลังคาที่คลุมกันแดดฝนมาจากศรัทธาของสาธุชนที่มีต่อพระรัตนตรัยหลวงพ่อเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัยนั้น คณะศิษย์ขอกราบลงด้วยเศียรเกล้าเจ้าค่ะ


